งาน Reservation โรงแรมทำอะไร ต่างจาก Front Office อย่างไร
งาน Reservation โรงแรมรับผิดชอบการจองห้องพัก ตรวจสอบห้องว่าง ราคา เงื่อนไข และประสานข้อมูลก่อนแขกเดินทางมาถึง ส่วน Front Office ดูแลแขกเมื่อมาถึง ระหว่างเข้าพัก และตอนเช็กเอาต์ ทั้งสองแผนกทำงานใกล้ชิดกัน แต่ใช้ทักษะ รูปแบบการสื่อสาร และกะงานต่างกัน
งาน Reservation หรือแผนกสำรองห้องพัก ทำหน้าที่รับและยืนยันการจอง ตรวจสอบห้องว่าง ราคา โปรโมชั่น และคำขอของแขกก่อนเข้าพัก ส่วน Front Office หรือแผนกต้อนรับ ดูแลการเช็กอิน การบริการระหว่างเข้าพัก และการเช็กเอาต์ งาน Reservation เน้นความถูกต้องของข้อมูลและการขายผ่านโทรศัพท์หรือออนไลน์ ขณะที่ Front Office เน้นการบริการต่อหน้าและการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
- Reservation ดูแลการจองก่อนแขกเดินทางมาถึงโรงแรม
- Front Office ดูแลแขกตั้งแต่เช็กอินจนถึงเช็กเอาต์
- Reservation เน้นข้อมูล ราคา ห้องว่าง และเงื่อนไขการจอง
- Front Office เน้นบริการต่อหน้า การประสานงาน และการแก้ปัญหา
- ทั้งสองตำแหน่งต้องใช้ภาษา ระบบโรงแรม และความละเอียดรอบคอบ
งาน Reservation โรงแรมทำอะไรในแต่ละวัน
เจ้าหน้าที่ Reservation รับเรื่องการจองห้องพักจากโทรศัพท์ อีเมล เว็บไซต์ ตัวแทนท่องเที่ยว และช่องทางออนไลน์ แล้วบันทึกข้อมูลลงระบบให้ถูกต้อง งานหลักคือทำให้โรงแรมขายห้องได้เหมาะสม พร้อมส่งต่อข้อมูลที่ครบถ้วนให้ทีมปฏิบัติการก่อนแขกมาถึง
ในหนึ่งวัน พนักงานอาจต้องตอบคำถามเรื่องประเภทห้อง ราคา แพ็กเกจ อาหารเช้า เตียงเสริม นโยบายเด็ก เงื่อนไขการยกเลิก และวิธีชำระเงิน เมื่อแขกตัดสินใจจอง ต้องตรวจชื่อผู้เข้าพัก วันที่เข้าพัก จำนวนคืน จำนวนคน และคำขอพิเศษ เช่น ห้องปลอดบุหรี่ เตียงคู่ ห้องใกล้ลิฟต์ หรือรถรับส่งสนามบิน จากนั้นจึงออกเอกสารยืนยันการจองและติดตามหลักประกันตามนโยบายโรงแรม
งานหลังบ้านที่ต้องละเอียด
Reservation ต้องตรวจรายการจองใหม่ การแก้ไข การยกเลิก และการไม่มาเข้าพัก รวมถึงป้องกันการจองซ้ำหรือใส่ราคาผิด หลายโรงแรมให้ทีมนี้เตรียมรายชื่อแขกที่จะมาถึง ตรวจการจองหมู่คณะ และแจ้งคำขอสำคัญแก่ Front Office, Housekeeping, F&B และรถรับส่ง หากเป็นแขกวีไอพีหรือมีโอกาสพิเศษ อาจต้องประสาน Sales และแผนกที่เกี่ยวข้องล่วงหน้า
งานนี้จึงไม่ใช่เพียงรับโทรศัพท์ แต่เป็นจุดเชื่อมระหว่างการขายห้อง รายได้ และประสบการณ์ก่อนเข้าพัก ผู้สมัครสามารถดูรูปแบบประกาศจริงจาก ตำแหน่งงานโรงแรมทั่วไทย เพื่อเปรียบเทียบหน้าที่ของแต่ละโรงแรมได้
Reservation ต่างจาก Front Office อย่างไร
ความต่างสำคัญคือ Reservation จัดการความต้องการของแขกก่อนเดินทางมาถึง ส่วน Front Office รับช่วงดูแลเมื่อแขกมาถึงและตลอดการเข้าพัก Reservation ทำงานกับข้อมูลและช่องทางระยะไกลมากกว่า ขณะที่ Front Office พบแขกโดยตรงและต้องตอบสนองสถานการณ์หน้างานทันที
| หัวข้อ | Reservation | Front Office |
|---|---|---|
| ช่วงที่ดูแลแขก | ก่อนเข้าพักและก่อนวันมาถึง | วันมาถึง ระหว่างเข้าพัก และวันเดินทางกลับ |
| งานหลัก | รับจอง ยืนยันราคา แก้ไข และยกเลิกการจอง | เช็กอิน เช็กเอาต์ ให้ข้อมูล และรับเรื่องร้องเรียน |
| ช่องทางสื่อสาร | โทรศัพท์ อีเมล ระบบจอง และตัวแทนท่องเที่ยว | เคาน์เตอร์ โทรศัพท์ภายใน และการพบแขกโดยตรง |
| ทักษะเด่น | ความแม่นยำ การเขียน การขาย และการใช้ระบบ | บุคลิกภาพ การสื่อสารต่อหน้า และการแก้ปัญหา |
| กะงาน | มักเป็นกะสำนักงานหรือกะตามเวลารับจอง | มักหมุนเวียนเช้า บ่าย และกลางคืน |
| แรงกดดัน | ราคา ห้องว่าง และรายละเอียดจำนวนมาก | คิวหน้าเคาน์เตอร์ ข้อร้องเรียน และเหตุฉุกเฉิน |
อย่างไรก็ตาม โครงสร้างของแต่ละโรงแรมไม่เหมือนกัน โรงแรมขนาดเล็กหรือบูทีคอาจให้ Front Office รับจองด้วย ส่วนโรงแรมขนาดใหญ่ เชนสากล หรือรีสอร์ตที่มีหลายประเภทห้องมักแยกทีม Reservation ชัดเจน บางองค์กรมีศูนย์รับจองส่วนกลางที่ดูแลหลายโรงแรม ทำให้พนักงานแทบไม่ได้พบแขก แต่ต้องรู้ข้อมูลของแต่ละที่อย่างแม่นยำ
ทั้งสองแผนกต้องส่งต่องานกัน หาก Reservation บันทึกประเภทเตียงหรือเงื่อนไขชำระเงินไม่ครบ Front Office จะต้องแก้ปัญหาต่อหน้าแขก ดังนั้นความต่างของตำแหน่งไม่ได้หมายความว่าแยกขาดจากกัน แต่เป็นคนละช่วงของเส้นทางการเข้าพัก
ทักษะที่ใช้ในงาน Reservation มีอะไรบ้าง
ทักษะสำคัญของงาน Reservation คือความละเอียด การสื่อสารที่ชัดเจน ภาษาอังกฤษ การขาย และการใช้ระบบจัดการโรงแรม ผู้สมัครไม่จำเป็นต้องมีบุคลิกแบบพนักงานหน้าเคาน์เตอร์เสมอไป แต่ต้องรับผิดชอบข้อมูลและติดตามงานจนจบ
- ตรวจข้อมูลแม่นยำ ชื่อ วันที่ จำนวนคืน ประเภทห้อง ราคา และเงื่อนไขต้องตรงกัน
- สื่อสารภาษาไทยและอังกฤษ ต้องฟังสำเนียงทางโทรศัพท์และเขียนอีเมลสุภาพได้
- ใช้ระบบโรงแรม เข้าใจ PMS ระบบจอง ช่องทางขาย และการค้นหาประวัติแขก
- เสนอขายอย่างเหมาะสม แนะนำห้องที่สูงขึ้น อาหารเช้า รถรับส่ง หรือแพ็กเกจโดยไม่กดดันแขก
- จัดลำดับงาน แยกเรื่องเร่งด่วน เช่น การจองวันเดียวกัน ออกจากอีเมลทั่วไป
- ประสานงาน ส่งข้อมูลให้ Front Office, Housekeeping, F&B, Kitchen, Engineering, Sales และ Finance
- รับมือข้อโต้แย้ง อธิบายราคา นโยบายยกเลิก และหลักประกันด้วยเหตุผล
ความรู้เรื่องห้องและราคาสำคัญแค่ไหน
พนักงานต้องรู้ว่าห้องแต่ละประเภทต่างกันอย่างไร มองเห็นวิวอะไร รองรับกี่คน และมีเงื่อนไขใดบ้าง ควรเข้าใจคำที่ใช้จริง เช่น ห้องว่าง ห้องเต็ม ฟรีเซล อัปเกรด เตียงเสริม การันตีบุ๊กกิง และการจองแบบยกเลิกไม่ได้ ความรู้เหล่านี้ช่วยให้ตอบเร็วและลดความผิดพลาด
สำหรับผู้เริ่มต้น ควรฝึกอ่านอีเมลภาษาอังกฤษ ฝึกสะกดชื่อ และเรียนรู้ขั้นตอนจองมาตรฐาน โรงแรมมักสอนระบบเฉพาะให้ แต่ผู้สมัครที่เข้าใจลำดับงานและมีพื้นฐานบริการจะเริ่มงานได้ง่ายกว่า
กะงาน Reservation ทำงานกี่โมงและหนักไหม
กะงาน Reservation ขึ้นอยู่กับขนาด รูปแบบ และช่องทางขายของโรงแรม หลายแห่งทำงานใกล้เคียงเวลาสำนักงาน แต่โรงแรมที่รับจองตลอดวัน ศูนย์รับจองส่วนกลาง หรือรีสอร์ตขนาดใหญ่อาจมีการหมุนกะและทำงานวันหยุด
| รูปแบบโรงแรม | ลักษณะเวลางานที่พบบ่อย | ช่วงงานหนาแน่น |
|---|---|---|
| โรงแรมเมือง | กะสำนักงานหรือแบ่งกะตามปริมาณสาย | วันทำงาน ช่วงจัดงาน และวันที่มีการจองธุรกิจสูง |
| รีสอร์ตริมทะเล | อาจหมุนวันหยุดตามการเข้าพัก | High season วันหยุดยาว และก่อนเที่ยวบินมาถึง |
| โรงแรมประชุมสัมมนา | ทำงานร่วมกับ Sales และทีมกรุ๊ป | ก่อนวันจัดงานและช่วงแก้รายชื่อผู้เข้าพัก |
| บูทีคโฮเทล | อาจรวมงานรับจองกับ Front Office | ช่วงเช็กอินพร้อมกับมีสายจองเข้ามา |
| ศูนย์รับจองส่วนกลาง | แบ่งกะตามเวลาบริการและตลาดลูกค้า | ช่วงแคมเปญหรือการเปิดขายโปรโมชั่น |
คำว่าหนักในงานนี้มักหมายถึงจำนวนรายการและความกดดันด้านความถูกต้อง ใน High season ห้องอาจเหลือน้อย แต่คำขอเข้ามาพร้อมกัน พนักงานต้องตรวจราคาและประเภทห้องอย่างระมัดระวัง ส่วน Low season อาจเน้นตอบคำถาม ทำโปรโมชั่น ติดตามลูกค้า และเพิ่มโอกาสปิดการขาย โรงแรมบางแห่งกำหนดเป้าหมายด้านยอดจองหรือการรับสายด้วย
เมื่อสมัครงานควรถามให้ชัดว่ามีกะกลางคืนหรือไม่ วันหยุดหมุนเวียนอย่างไร และต้องรับโทรศัพท์นอกเวลาหรือไม่ อย่าตีความจากชื่อตำแหน่งเพียงอย่างเดียว เพราะ Reservation Agent, Reservation Officer และ Central Reservation Agent อาจมีตารางงานต่างกัน
งาน Reservation ในกรุงเทพฯ ภูเก็ต พัทยา และเมืองท่องเที่ยวต่างกันอย่างไร
พื้นที่ตั้งของโรงแรมมีผลต่อประเภทลูกค้า ฤดูกาล ภาษา และรูปแบบการจอง งาน Reservation ในโรงแรมเมืองมักเจอลูกค้าธุรกิจและการเข้าพักสั้น ส่วนรีสอร์ตริมทะเลมักมีการจองล่วงหน้านาน แพ็กเกจซับซ้อน และคำขอเกี่ยวกับการเดินทางมากกว่า
กรุงเทพฯ ย่านสุขุมวิทและสีลมมีทั้งลูกค้าธุรกิจ นักท่องเที่ยว และผู้เข้าพักระยะยาว พนักงานต้องตอบเรื่องการเดินทาง รถไฟฟ้า ห้องประชุม และเงื่อนไขบริษัท โรงแรมริมแม่น้ำเจ้าพระยาอาจมีแพ็กเกจอาหาร เรือรับส่ง หรือห้องวิวแม่น้ำ จึงต้องอธิบายรายละเอียดให้ชัดเจน
ภูเก็ต โดยเฉพาะป่าตองและกะรน รวมถึงสมุย กระบี่ และเขาหลัก มีตลาดรีสอร์ตและลูกค้าต่างชาติสูง งานจองอาจเกี่ยวกับรถรับส่งสนามบิน ห้องสำหรับครอบครัว วิลลา แพ็กเกจฮันนีมูน และช่วง High season ที่ห้องบางประเภทเต็มเร็ว พัทยาและหัวหินมีทั้งตลาดวันหยุด ครอบครัว กรุ๊ปบริษัท และงานประชุมสัมมนา ทำให้ต้องประสาน Sales และ F&B บ่อย
เชียงใหม่และโรงแรมบูทีคเป็นแบบไหน
เชียงใหม่มีทั้งบูทีคโฮเทล รีสอร์ต และโรงแรมรองรับงานประชุม หลายแห่งมีจำนวนห้องไม่มาก พนักงานจึงอาจทำทั้ง Reservation ตอบแชต ดูแลช่องทางออนไลน์ และช่วย Front Office ความคล่องตัวจึงสำคัญกว่าการแบ่งหน้าที่แบบตายตัว ก่อนสมัครควรอ่านรายละเอียดจาก โรงแรมที่เปิดรับสมัครงาน และดูว่ารูปแบบโรงแรมตรงกับวิธีทำงานที่ตนถนัดหรือไม่
เงินเดือน สวัสดิการ และเซอร์วิสชาร์จของ Reservation เป็นอย่างไร
เงินเดือนของ Reservation ไม่มีตัวเลขเดียวที่ใช้ได้กับทุกโรงแรม เพราะขึ้นอยู่กับพื้นที่ ระดับโรงแรม ประสบการณ์ ภาษา ระบบที่ใช้ และขอบเขตงาน รายได้รวมอาจประกอบด้วยเงินเดือน สวัสดิการ เซอร์วิสชาร์จ ค่าอาหาร ค่าเดินทาง หรือค่ากะตามนโยบายของนายจ้าง
โรงแรมเชนขนาดใหญ่ในกรุงเทพฯ ภูเก็ต สมุย หรือพื้นที่รีสอร์ตอาจต้องการผู้สมัครที่ใช้ภาษาอังกฤษคล่องและมีประสบการณ์ระบบโรงแรม ขณะที่โรงแรมขนาดเล็กอาจรับผู้เริ่มต้นแต่ให้ดูแลงานหลายส่วน การเปรียบเทียบเฉพาะเงินเดือนจึงอาจไม่สะท้อนภาระจริง ควรดูจำนวนวันทำงาน วันหยุด ประกันสังคม อาหารพนักงาน ชุดยูนิฟอร์ม ที่พักพนักงาน รถรับส่ง โบนัส และโอกาสฝึกอบรมประกอบกัน
เซอร์วิสชาร์จคงที่หรือไม่
เซอร์วิสชาร์จขึ้นอยู่กับรายได้ นโยบาย และวิธีแบ่งของแต่ละโรงแรม จึงอาจเปลี่ยนตามฤดูกาลและอัตราการเข้าพัก โดยเฉพาะเมืองรีสอร์ตที่ High season กับ Low season แตกต่างกันชัดเจน ผู้สมัครควรถามค่าเฉลี่ยย้อนหลัง วิธีคำนวณ และเงื่อนไขช่วงทดลองงานโดยตรง ไม่ควรถือว่าตัวเลขของเดือนใดเดือนหนึ่งจะได้รับเท่ากันทุกเดือน
ก่อนตัดสินใจ สามารถตรวจข้อมูลจาก เซอร์วิสชาร์จโรงแรมทั่วไทย แล้วนำไปถาม HR อีกครั้ง เพราะประกาศและข้อมูลที่พนักงานแบ่งปันอาจเปลี่ยนได้ตามผลประกอบการ
อยากสมัคร Reservation ต้องเตรียมตัวอย่างไร
ผู้สมัครควรเตรียมเรซูเม่ที่แสดงทักษะภาษา งานบริการ ความละเอียด และประสบการณ์ใช้ระบบให้ชัด แม้ยังไม่เคยทำโรงแรม ก็สามารถเชื่อมประสบการณ์จากคอลเซ็นเตอร์ งานขาย แอดมิน การท่องเที่ยว หรือบริการลูกค้าเข้ากับหน้าที่ Reservation ได้
- อ่านประกาศให้ครบ แยกให้ออกว่าเป็นงานรับจองรายบุคคล กรุ๊ป ศูนย์กลาง หรือรวมงานขาย
- ปรับเรซูเม่ตามงาน ระบุภาษา โปรแกรม การตอบอีเมล และงานที่ต้องตรวจข้อมูลจำนวนมาก
- ศึกษาข้อมูลโรงแรม รู้ประเภทห้อง ทำเล กลุ่มลูกค้า ร้านอาหาร และบริการหลัก
- ฝึกบทสนทนา ซ้อมรับสาย สอบถามวันเข้าพัก เสนอประเภทห้อง และทวนรายละเอียด
- เตรียมตัวอย่างแก้ปัญหา เช่น ลูกค้าขอคืนเงิน ห้องเต็ม หรือชื่อผู้เข้าพักไม่ตรง
- ตรวจเงื่อนไขงาน ถามกะ วันหยุด สวัสดิการ เซอร์วิสชาร์จ และช่วงทดลองงาน
การสัมภาษณ์อาจมีการทดสอบภาษาอังกฤษ ให้เขียนอีเมลยืนยันการจอง หรือจำลองการรับโทรศัพท์ คำตอบที่ดีควรสุภาพ กระชับ และไม่รับปากสิ่งที่ยังตรวจสอบไม่ได้ หากไม่ทราบข้อมูล ให้บอกว่าจะตรวจสอบห้องว่างหรือเงื่อนไขก่อนตอบกลับ
เรซูเม่ควรใช้คำที่ตรงกับประสบการณ์จริง เช่น Reservation, Booking, Customer Service, Upselling, PMS และ Email Correspondence ไม่ควรใส่ชื่อระบบที่ไม่เคยใช้ ผู้สมัครสามารถอ่านแนวทางเรซูเม่และสัมภาษณ์เพิ่มเติมจาก คู่มือหางานโรงแรม
เส้นทางเติบโตจาก Reservation ไปตำแหน่งไหนได้บ้าง
งาน Reservation สามารถเติบโตไปสู่หัวหน้าทีม ผู้จัดการแผนกสำรองห้องพัก Revenue, E-commerce, Sales หรือ Front Office ได้ เส้นทางที่เหมาะขึ้นอยู่กับว่าพนักงานถนัดการวิเคราะห์ราคา การขาย การจัดการทีม หรือการบริการแขกโดยตรง
| ระดับหรือเส้นทาง | หน้าที่เพิ่มขึ้น | ทักษะที่ควรพัฒนา |
|---|---|---|
| Reservation Agent | รับจอง แก้ไขข้อมูล และตอบคำถาม | ระบบ ภาษา และความถูกต้อง |
| Senior Reservation Agent | ดูเคสซับซ้อน ช่วยสอนทีม และตรวจงาน | การตัดสินใจและการแก้ปัญหา |
| Reservation Supervisor | จัดตารางงาน ตรวจมาตรฐาน และติดตามผลงาน | ภาวะผู้นำและการรายงาน |
| Reservation Manager | บริหารทีม ขั้นตอน และการประสานงานด้านรายได้ | การวางแผนและการบริหารคน |
| Revenue หรือ E-commerce | ดูราคา ช่องทางขาย และแนวโน้มความต้องการ | การวิเคราะห์ข้อมูลและกลยุทธ์ราคา |
| Sales หรือ Front Office | ดูแลลูกค้าองค์กรหรือบริการหน้างาน | การขาย การเจรจา และการพบลูกค้า |
ผู้ที่สนใจ Revenue ควรฝึกอ่านรายงานห้องว่าง รูปแบบการจอง และผลของราคาในแต่ละช่องทาง ผู้ที่สนใจ Sales ควรเรียนรู้ตลาดบริษัท กรุ๊ป และงานประชุม ส่วนคนที่อยากย้ายไป Front Office ควรหาโอกาสเรียนรู้เช็กอิน การชำระเงิน และการจัดการข้อร้องเรียน
ย้ายจาก Front Office มา Reservation ได้ไหม
ย้ายได้และมักมีข้อได้เปรียบ เพราะเข้าใจปัญหาหน้างานและความคาดหวังของแขกอยู่แล้ว สิ่งที่ต้องเพิ่มคือการเขียนอีเมล ความรู้เรื่องราคา เงื่อนไขการจอง และการจัดการงานหลายรายการพร้อมกัน ในทางกลับกัน พนักงาน Reservation ที่ย้ายไป Front Office ต้องปรับตัวกับกะหมุนเวียน การพบแขก และการตัดสินใจทันทีหน้าเคาน์เตอร์
Reservation เหมาะกับใคร และ Front Office เหมาะกับใคร
Reservation เหมาะกับคนที่ชอบงานเป็นระบบ สื่อสารผ่านโทรศัพท์หรืออีเมลได้ดี และใส่ใจรายละเอียด ส่วน Front Office เหมาะกับคนที่มีพลังในการพบผู้คน รับแรงกดดันต่อหน้าแขกได้ และแก้สถานการณ์เฉพาะหน้าอย่างมั่นใจ
คนที่ไม่ชอบยืนหน้าเคาน์เตอร์เป็นเวลานานอาจรู้สึกสบายกับ Reservation มากกว่า แต่ยังต้องรับสายต่อเนื่องและทำงานภายใต้เป้าหมาย คนที่ชอบเห็นผลของการบริการทันทีและได้พูดคุยกับแขกหลายแบบอาจเหมาะกับ Front Office อย่างไรก็ตาม ทั้งสองงานไม่ได้ง่ายกว่ากัน เพียงมีแรงกดดันคนละชนิด
| คำถามกับตัวเอง | ถ้าตอบว่าใช่ อาจเหมาะกับ Reservation | ถ้าตอบว่าใช่ อาจเหมาะกับ Front Office |
|---|---|---|
| ชอบงานแบบใด | ตรวจข้อมูลและจัดการรายการตามขั้นตอน | พบแขกและรับมือสถานการณ์ที่เปลี่ยนเร็ว |
| ถนัดการสื่อสารแบบใด | โทรศัพท์ อีเมล และการอธิบายเงื่อนไข | พูดคุยต่อหน้าและอ่านอารมณ์ผู้ใช้บริการ |
| รับแรงกดดันแบบใดได้ดี | ข้อมูลจำนวนมากและความผิดพลาดที่ต้องเป็นศูนย์ | คิวแขก ข้อร้องเรียน และคำขอเร่งด่วน |
| ต้องการตารางงานแบบใด | มีโอกาสใกล้เวลาสำนักงานมากกว่า | ยอมรับกะเช้า บ่าย กลางคืน และวันหยุดได้ |
ก่อนเลือก ควรถามพนักงานหรือ HR ว่าโรงแรมแบ่งงานจริงอย่างไร เพราะบางแห่งรวม Reservation กับ Front Office หรือ Sales Coordinator การได้ทดลองฝึกงาน ครอสเทรนนิง หรือสังเกตงานทั้งสองฝั่งจะช่วยตัดสินใจได้ดีกว่าดูจากชื่อตำแหน่งเพียงอย่างเดียว
สรุปแล้วควรเริ่มสมัครงาน Reservation อย่างไร
หากคุณชอบงานละเอียด ภาษา การขาย และการประสานงานก่อนแขกมาถึง Reservation เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในสายโรงแรม หากชอบพบแขกโดยตรง ทำงานเป็นกะ และแก้ปัญหาหน้างาน Front Office อาจเหมาะกว่า สิ่งสำคัญคืออ่านขอบเขตงานจริงของแต่ละโรงแรมก่อนสมัคร
- เลือกพื้นที่และประเภทโรงแรมที่สนใจ เช่น โรงแรมเมืองในกรุงเทพฯ รีสอร์ตภูเก็ต หรือบูทีคโฮเทลเชียงใหม่
- ค้นประกาศ Reservation Agent, Reservation Officer และ Front Office Agent เพื่อเปรียบเทียบหน้าที่
- ตรวจคุณสมบัติด้านภาษา ระบบ กะงาน เงินเดือน สวัสดิการ และเซอร์วิสชาร์จ
- ปรับเรซูเม่ให้เน้นงานบริการ การขาย การตอบอีเมล และความละเอียดที่พิสูจน์ได้
- ฝึกบทสนทนารับจองและเขียนอีเมลยืนยันทั้งภาษาไทยและอังกฤษ
- สมัครหลายโรงแรมที่ขอบเขตงานเหมาะสม แล้วจดรายละเอียดเพื่อใช้เปรียบเทียบเมื่อได้รับการติดต่อ
เริ่มต้นได้จากการเปิดดู ตำแหน่งงานโรงแรมทั่วไทย แล้วค้นด้วยชื่อตำแหน่งทั้งภาษาไทยและอังกฤษ อย่าเลือกจากเงินเดือนเพียงอย่างเดียว ควรพิจารณาหัวหน้างาน ระบบการสอน ตารางกะ สวัสดิการ และโอกาสเติบโตควบคู่กัน เพื่อให้ได้งานที่เหมาะกับวิธีทำงานและเป้าหมายระยะยาวของคุณ
บทความนี้เป็นภาพรวม ถ้าอยากได้ขั้นตอนทำงานจริงและคำถามสัมภาษณ์ครบชุด เล่มพวกนี้เขียนไว้ละเอียดกว่า
คู่มือ Concierge มืออาชีพ: ดูแลแขกระดับ VIP สร้างประสบการณ์เหนือความคาดหมาย
SKU-00051
Review: Complaint to Compliment ศิลปะแก้ปัญหาแขกให้กลับมาพึงพอใจ เพิ่มรีวิวชื่นชม
SKU-00067
Front Desk Manual: มืออาชีพหน้าเคาน์เตอร์ จากเช็กอิน สู่ความสำเร็จในสายอาชีพ (ฉบับอัปเดตเนื้อหาครั้งที่ 2)
SKU-00077
Upselling for Front Desk: พูดอย่างโปร เพิ่มยอดขาย เปลี่ยนทุกการเช็กอินให้เป็นรายได้ (ฉบับอัปเดตเนื้อหาครั้งที่ 2)
SKU-00078
คำถามที่พบบ่อย
งาน Reservation โรงแรมคืออะไร
งาน Reservation คือการรับและจัดการการจองห้องพักก่อนแขกเดินทางมาถึง หน้าที่ครอบคลุมการตรวจห้องว่าง ราคา เงื่อนไข การชำระเงิน และคำขอพิเศษ พนักงานต้องบันทึกข้อมูลลงระบบและส่งต่อรายละเอียดให้แผนกที่เกี่ยวข้องอย่างถูกต้อง
Reservation กับ Front Office ต่างกันอย่างไร
Reservation ดูแลการจองและการสื่อสารกับแขกก่อนเข้าพักเป็นหลัก ส่วน Front Office ดูแลเช็กอิน บริการระหว่างเข้าพัก และเช็กเอาต์ Reservation เน้นข้อมูล ระบบ และการสื่อสารทางโทรศัพท์หรืออีเมล ขณะที่ Front Office เน้นบริการต่อหน้าและแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
งาน Reservation ต้องเข้ากะไหม
ขึ้นอยู่กับรูปแบบของโรงแรมและเวลาที่เปิดให้บริการรับจอง หลายแห่งทำงานใกล้เคียงเวลาสำนักงาน แต่รีสอร์ตขนาดใหญ่หรือศูนย์รับจองส่วนกลางอาจหมุนกะ รวมถึงทำงานวันหยุด ผู้สมัครควรถามตารางกะและวันหยุดกับ HR ก่อนตอบรับงาน
ไม่มีประสบการณ์โรงแรมสมัคร Reservation ได้ไหม
สมัครได้หากประกาศเปิดรับผู้เริ่มต้นและผู้สมัครมีพื้นฐานงานบริการ ภาษา หรือการจัดการข้อมูล ประสบการณ์คอลเซ็นเตอร์ งานขาย แอดมิน และท่องเที่ยวสามารถนำมาเชื่อมโยงได้ ควรฝึกบทสนทนารับจอง อีเมลภาษาอังกฤษ และศึกษาคำศัพท์โรงแรมก่อนสัมภาษณ์
งาน Reservation ต้องเก่งภาษาอังกฤษแค่ไหน
ควรสื่อสารเรื่องวันเข้าพัก ประเภทห้อง ราคา และเงื่อนไขพื้นฐานได้ทั้งการพูดและเขียน ระดับที่ต้องใช้จริงขึ้นอยู่กับกลุ่มลูกค้าและพื้นที่ของโรงแรม โรงแรมที่มีแขกต่างชาติจำนวนมาก เช่น ภูเก็ต สมุย หรือกรุงเทพฯ มักให้ความสำคัญกับภาษาอังกฤษมากขึ้น
เงินเดือน Reservation โรงแรมเท่าไร
เงินเดือนแตกต่างตามพื้นที่ ระดับโรงแรม ประสบการณ์ ภาษา และขอบเขตความรับผิดชอบ จึงควรตรวจจากประกาศของโรงแรมที่กำลังเปิดรับโดยตรง รายได้รวมอาจมีสวัสดิการ เซอร์วิสชาร์จ ค่าอาหาร ค่าเดินทาง หรือค่ากะตามนโยบายของแต่ละแห่ง
งาน Reservation เติบโตไปตำแหน่งอะไรได้บ้าง
เส้นทางทั่วไปสามารถเติบโตเป็น Senior Reservation Agent, Supervisor และ Reservation Manager ได้ ผู้ที่ถนัดวิเคราะห์ข้อมูลอาจต่อยอดไป Revenue หรือ E-commerce ส่วนผู้ที่ชอบการขายและพบลูกค้าสามารถย้ายไป Sales หรือ Front Office ได้
Reservation เหมาะกับคนแบบไหน
เหมาะกับคนละเอียดรอบคอบ ชอบงานเป็นระบบ และสื่อสารทางโทรศัพท์หรืออีเมลได้ดี ผู้ทำงานต้องจัดลำดับหลายรายการพร้อมกันและรักษาความถูกต้องของราคา วันที่ และเงื่อนไข หากชอบพบแขกต่อหน้าและรับมือสถานการณ์หน้างานมากกว่า Front Office อาจเหมาะกว่า


